ชอบวิธีการเล่าเรื่องใน เธอแกล้งใบ้ เขาแกล้งรัก ที่ใช้ภาพความทรงจำสีสว่างตัดกับความจริงสีหม่น ฉากที่ทั้งคู่หัวเราะและกอดกันดูจริงใจมากจนน่าเจ็บปวดเมื่อเทียบกับฉากปัจจุบันที่ฝ่ายหญิงต้องลากกระเป๋าออกไปคนเดียว การแสดงของนางเอกช่วงเปลี่ยนอารมณ์จากความสุขในอดีตสู่ความว่างเปล่าในปัจจุบันทำได้ดีมากจนคนดูต้องกลั้นหายใจตาม
รายละเอียดเล็กๆ อย่างโทรศัพท์มือถือใน เธอแกล้งใบ้ เขาแกล้งรัก กลับกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ฉากที่พระเอกหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาคุยแล้วทำท่าทางเย็นชา ตัดกับภาพนางเอกที่ยืนนิ่งรอคำตอบ มันสื่อถึงการถูกทอดทิ้งได้ชัดเจนโดยไม่ต้องใช้คำพูดเยอะ การที่เธอตัดสินใจลากกระเป๋าเดินออกไปทั้งที่ยังรัก แสดงให้เห็นถึงความภูมิใจที่เหลืออยู่ของผู้หญิงคนหนึ่ง
การเลือกเครื่องแต่งกายใน เธอแกล้งใบ้ เขาแกล้งรัก สื่อความหมายได้ดีมาก ชุดสีดำของนางเอกในฉากปัจจุบันเปรียบเสมือนความโศกเศร้าและความตายของความรัก ตัดกับชุดสีเหลืองอ่อนสดใสในฉากความทรงจำที่เต็มไปด้วยความหวัง การที่เธอใส่ชุดเดิมทั้งตอนจะเดินจากและตอนนั่งร้องไห้คนเดียว ยิ่งเน้นย้ำว่าเวลาของเธอหยุดนิ่งตั้งแต่วินาทีที่เขาเปลี่ยนไป
ฉากกอดกันในความทรงจำของ เธอแกล้งใบ้ เขาแกล้งรัก คือฉากที่สวยที่สุดแต่ก็เจ็บที่สุด แสงสว่างที่สาดส่องเข้ามาทำให้ดูเหมือนฝันหวาน แต่พอตัดกลับมาที่ความจริง กลับมีเพียงความเงียบและความมืดในห้องกว้าง การที่นางเอกนั่งกอดเข่าบนโซฟาตัวเดิมที่เคยกอดเขา มันคือการเปรียบเทียบที่ tànโหดมากว่าตอนนี้เธอมีเพียงความว่างเปล่าเท่านั้น
การแสดงสีหน้าของนางเอกใน เธอแกล้งใบ้ เขาแกล้งรัก น่าชื่นชมมาก โดยเฉพาะฉากที่เธอพยายามทำตัวเข้มแข็งขณะลากกระเป๋า แต่แววตากลับบอกทุกอย่างว่าเธอต้องการให้เขาห้ามไว้ การที่เธอไม่ปริปากพูดอะไรเลยตลอดทั้งเรื่อง ยิ่งทำให้คนดูรู้สึกอึดอัดและเอาใจช่วยอยากให้พระเอกหันมามองเธอบ้างสักครั้ง ความเงียบของเธอคือเสียงตะโกนที่ดังที่สุด
ดู เธอแกล้งใบ้ เขาแกล้งรัก แล้วรู้สึกจุกอกมากกับฉากที่นางเอกนั่งรอโทรศัพท์จากพระเอกบนโซฟา แสงไฟในห้องค่อยๆ หรี่ลงเหมือนความหวังในตัวเธอที่ค่อยๆ ดับสูญ การที่เธอหยิบมือถือขึ้นมาดูแล้ววางลงซ้ำๆ แสดงถึงความคาดหวังที่ยังไม่ยอมแพ้ แม้จะรู้ลึกๆ ว่าคงไม่มีสายโทรเข้ามาก็ตาม ฉากนี้เล่นกับอารมณ์คนดูได้เก่งมาก
ฉากจบใน เธอแกล้งใบ้ เขาแกล้งรัก ที่นางเอกเดินลากกระเป๋าออกไปในทางเดินยาวๆ โดยไม่หันหลังกลับ เป็นภาพที่ตราตรึงใจมาก แสงสว่างที่ปลายประตูเปรียบเสมือนการเริ่มต้นใหม่หรืออาจจะหมายถึงความว่างเปล่าข้างหน้า การที่เธอเดินตัวคนเดียวในชุดสีดำตัดกับพื้นทางเดินสีขาว สะท้อนให้เห็นว่าเธอต้องเผชิญโลกใบนี้โดยไม่มีเขาอีกแล้ว ช่างเป็นฉากจบที่เหงาจับใจ
การตัดต่อใน เธอแกล้งใบ้ เขาแกล้งรัก ทำได้ดีมากในการเปรียบเทียบสองช่วงเวลา โลกในอดีตที่ทั้งคู่จับมือกันในห้องที่สว่างไสว กับโลกปัจจุบันที่ฝ่ายหญิงต้องเดินจากไปในห้องที่ดูเย็นชาและมืดมน ความขัดแย้งนี้ทำให้เห็นชัดเจนว่าความรักสามารถเปลี่ยนคนและสถานที่ให้แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิงได้ภายในพริบตา ดูแล้วอยากเข้าไปกอดนางเอกจริงๆ
ดู เธอแกล้งใบ้ เขาแกล้งรัก จบแล้วรู้สึกสะเทือนใจมาก เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าบางครั้งความรักก็ไม่ได้จบลงด้วยดีเสมอไป ฉากที่พระเอกดูมีความสุขในความทรงจำ แต่กลับเย็นชาในปัจจุบัน ทำให้ตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างกลาง การที่นางเอกเลือกที่จะเดินออกมาทั้งที่ยังรัก แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งที่ซ่อนอยู่ในความอ่อนแอ เป็นดราม่าที่ดูแล้วต้องเก็บไปคิดนาน
ฉากเปิดเรื่องใน เธอแกล้งใบ้ เขาแกล้งรัก ทำเอาใจสลายทันทีเมื่อเห็นแววตาของนางเอกที่พยายามกลั้นน้ำตาขณะเก็บกระเป๋าเดินทาง ความเงียบระหว่างเธอกับพระเอกที่คุยโทรศัพท์อยู่ยิ่งตอกย้ำความห่างเหิน การตัดสลับไปฉากความทรงจำที่สดใสยิ่งทำให้ปัจจุบันดูโหดร้ายขึ้นเป็นเท่าตัว บรรยากาศในห้องที่ดูหรูหราแต่เย็นชาสะท้อนความสัมพันธ์ที่แตกสลายได้อย่างยอดเยี่ยม