ตัวละครจ้าวป๋อในฉากนี้พยายามอย่างหนักที่จะสร้างบรรยากาศให้ผ่อนคลายด้วยการชวนดื่มและพูดคุย แต่ดูเหมือนความพยายามของเขากลับยิ่งทำให้เฉินหม่านหนีรู้สึกอึดอัดมากขึ้นเท่านั้น การแสดงออกทางสีหน้าที่พยายามยิ้มแต่ตาไม่ยิ้มของเขาสะท้อนถึงความไม่สบายใจได้ดีมาก เป็นฉากที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนในตำนานนิพพานแห่งเทพแพทย์ได้อย่างน่าสนใจ ทำให้คนดูรู้สึกสงสารทั้งฝ่ายที่พยายามและฝ่ายที่ถูกกดดัน
รายละเอียดเล็กๆ อย่างการที่ตัวละครมักมองนาฬิกาข้อมือบ่อยๆ ในฉากนี้ เป็นสัญญาณที่บอกใบ้ว่าพวกเขากำลังรอคอยบางสิ่งหรือบางคนอยู่ การตัดสลับระหว่างฉากงานเลี้ยงกับฉากชายชุดดำที่ขับรถมาอย่างเร่งรีบสร้างความตื่นเต้นได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะเมื่อเฉินหม่านหนีหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูแล้วสีหน้าเปลี่ยนไปทันที ชวนให้สงสัยว่าข้อความนั้นคืออะไรกันแน่ ตำนานนิพพานแห่งเทพแพทย์เล่นกับความรู้สึกอยากรู้อยากเห็นของคนดูได้เก่งมาก
สิ่งที่ชอบที่สุดในฉากนี้คือการใช้ความเงียบเพื่อสื่ออารมณ์ แทนที่จะให้ตัวละครพูดออกมาตรงๆ ผู้กำกับกลับเลือกใช้การมองหน้ากัน การหยิบแก้วน้ำขึ้นมาดื่ม หรือการกอดอกเพื่อแสดงออกถึงความไม่พอใจ บรรยากาศในงานเลี้ยงที่ดูเงียบเหงาทั้งที่มีคนอยู่เต็มโต๊ะสะท้อนถึงความห่างเหินในความสัมพันธ์ได้ดีมาก ตำนานนิพพานแห่งเทพแพทย์สอนให้เราเข้าใจว่าบางครั้งความเงียบก็บอกเล่าเรื่องราวได้มากกว่าคำพูดเป็นพันคำ
ฉากที่ชายชุดดำขับรถมาจอดแล้ววิ่งเข้ามาในงานเลี้ยงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเรื่องนี้ แสงไฟจากหน้ารถที่ส่องสว่างในความมืดเปรียบเสมือนความจริงที่กำลังจะเปิดเผย ความเร่งรีบและสีหน้ากังวลของเขาทำให้คนดูรู้ทันทีว่าต้องมีเรื่องสำคัญเกิดขึ้นแน่นอน การตัดต่อที่สลับระหว่างเขากับปฏิกิริยาของเฉินหม่านหนีที่ทำท่าทางเหมือนรอคอยใครบางคนอยู่ สร้างความตื่นเต้นได้สุดยอดมาก ตำนานนิพพานแห่งเทพแพทย์ช่วงนี้ทำเอาคนดูต้องกลั้นหายใจรอตอนต่อไปเลย
ฉากเปิดเรื่องในงานเลี้ยงกลางแจ้งยามค่ำคืนดูสวยงามแต่แฝงไปด้วยความกดดัน เมื่อทุกคนนั่งล้อมวงกันแต่กลับไม่มีใครพูดจาอย่างจริงใจ โดยเฉพาะสีหน้าของเฉินหม่านหนีที่ดูอึดอัดจนน่าใจหาย การดำเนินเรื่องในตำนานนิพพานแห่งเทพแพทย์ช่วงนี้ทำได้ดีมากในการสื่ออารมณ์ผ่านสายตาตัวละครโดยไม่ต้องใช้คำพูดเยอะ ทำให้คนดูอย่างเราต้องคอยจับจ้องทุกการเคลื่อนไหวเล็กๆ น้อยๆ เพื่อหาเบาะแสความลับที่กำลังจะเกิดขึ้น