ชอบโมเมนต์ที่ทหารหนุ่มตัดสินใจเข้าไปช่วยทั้งที่รู้ว่าอันตราย แววตาของเขาแสดงความมุ่งมั่นและความเป็นห่วงอย่างชัดเจน ส่วนผู้หญิงแม้จะบาดเจ็บแต่ก็พยายามประคองตัวไม่ให้เป็นภาระ ฉากที่เขากอดเธอแล้วเดินออกจากห้องนั้นช่างโรแมนติกและกล้าหาญในเวลาเดียวกัน ดูแล้วรู้สึกอบอุ่นใจมากที่ได้เห็นความรักที่เสียสละแบบนี้ในรักกันใต้แสงจันทร์
ต้องชมทีมศิลป์ที่เนรมิตห้องสไตล์ตะวันตกโบราณได้สวยงามและขลังมาก เฟอร์นิเจอร์ไม้สีเข้ม โคมไฟระย้า และพรมลายคลาสสิกช่วยเสริมอารมณ์ดราม่าได้เป็นอย่างดี แสงเงาในห้องนั้นทำให้เรารู้สึกอึดอัดตามตัวละครไปด้วย พอฉากเปลี่ยนมาเป็นห้องนอนที่สว่างขึ้นก็เหมือนได้หายใจโล่งคอ การออกแบบฉากในรักกันใต้แสงจันทร์ นั้นละเอียดอ่อนและใส่ใจทุกรายละเอียดจริงๆ
ฉากที่ทหารหนุ่มอุ้มผู้หญิงเดินลงโถงทางเดินยาวนั้นช่างเป็นภาพที่ตราตรึงใจมาก ท่าทางของเขาที่ประคองเธออย่างเบามือแต่มั่นคง แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยที่ลึกซึ้ง ส่วนผู้หญิงที่ซบหน้าลงกับอกเขาก็ทำให้เรารู้สึกถึงความไว้วางใจที่มีต่อกัน ฉากนี้ในรักกันใต้แสงจันทร์ ไม่ได้เป็นแค่การพาหนีภัย แต่เป็นการประกาศความรักที่ชัดเจนโดยไม่ต้องพูดอะไรเลย
ชอบมากที่เรื่องนี้ใช้การแสดงผ่านสายตาเป็นหลัก โดยเฉพาะตอนที่ทหารหนุ่มมองผู้หญิงที่นอนอยู่บนเตียง สายตานั้นเต็มไปด้วยความกังวลและความอ่อนโยนในเวลาเดียวกัน ส่วนผู้หญิงที่ลืมตาขึ้นมาแล้วมองตอบก็ทำให้เรารู้สึกถึงความผูกพันระหว่างพวกเขา การสื่อสารแบบไม่ใช้คำพูดในรักกันใต้แสงจันทร์ นั้นทรงพลังมาก ทำให้คนดูอย่างเราต้องอินตามไปด้วย
การเปลี่ยนผ่านจากฉากตึงเครียดในห้องนั่งเล่นมาสู่ความสงบในห้องนอนนั้นทำได้ดีมาก รู้สึกเหมือนได้พักหายใจร่วมกับตัวละคร หลังจากผ่านเหตุการณ์ร้ายๆ มา การที่ได้เห็นทหารหนุ่มยืนเฝ้าผู้หญิงที่นอนพักอย่างปลอดภัยนั้นทำให้ใจเราอ่อนโยนลง เรื่องรักกันใต้แสงจันทร์ รู้จังหวะในการปล่อยและดึงอารมณ์คนดูได้เป็นอย่างดี ทำให้เราติดตามต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้สึกเบื่อเลย
แค่เห็นภาพแรกผู้หญิงมีเลือดไหลจากหน้าผากก็รู้สึกจุกอกแล้วค่ะ ความตึงเครียดในห้องนั้นมันพุ่งพล่านมาก โดยเฉพาะตอนที่ทหารหนุ่มเข้ามาช่วยแล้วต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์คับขัน การแสดงสีหน้าของทุกคนดูสมจริงจนเราต้องกลั้นหายใจตาม ในเรื่องรักกันใต้แสงจันทร์ ฉากนี้ถือว่าทำได้ดีมากในการดึงอารมณ์คนดูให้เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ทันทีโดยไม่ต้องมีคำพูดเยอะเลย