ฉากแฟลชแบ็คที่มีไฟไหม้และรถเข็นไม้เก่าๆ ทำให้ฉันขนลุกซู่ไปทั้งตัว มันเหมือนเป็นปมในอดีตที่ตัวละครต้องเผชิญหน้า ความสัมพันธ์ระหว่างชายชุดดำกับหญิงชุดเขียวในฉากนั้นช่างน่าเศร้า จนทำให้ฉากปัจจุบันในห้องโรงพยาบาลดูตึงเครียดขึ้นไปอีก เรื่อง รักกันใต้แสงจันทร์ เล่นกับอารมณ์คนดูได้เก่งมาก ทุกฉากมีความหมายซ่อนอยู่
ฉันชอบการออกแบบเครื่องแบบทหารในเรื่องนี้มาก โดยเฉพาะตัวละครชายหนุ่มที่ใส่ชุดสีน้ำเงินเข้มกับปกสีเหลืองทอง ดูสง่างามแต่ก็แฝงความเศร้าไว้ในแววตา ฉากที่เขาเอามือวางบนบ่าหญิงสาวชุดขาวนั้นบอกเล่าความห่วงใยได้โดยไม่ต้องพูดอะไรเลย รักกันใต้แสงจันทร์ ใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้จริงๆ ทำให้คนดูอินไปกับตัวละครได้ง่าย
ฉากที่หญิงสาวหัวพันผ้าขาวนั่งร้องไห้บนเตียงโดยไม่มีเสียงพูดใดๆ ทำให้ฉันรู้สึกจุกในอก การแสดงทางสีหน้าของเธอนั้นทรงพลังมาก บอกเล่าความเจ็บปวดและความสับสนได้ดีกว่าคำพูดใดๆ ทั้งสิ้น เรื่อง รักกันใต้แสงจันทร์ รู้จังหวะในการใช้ความเงียบเพื่อสร้างอารมณ์ร่วมได้ยอดเยี่ยม ทำให้คนดูต้องกลั้นหายใจตามไปด้วย
ฉากที่หญิงสาวชุดขาวชี้หน้าหมอด้วยความโกรธ แต่แล้วก็ต้องกลับมาจับมือคนเจ็บอีกครั้งนั้น แสดงให้เห็นความขัดแย้งในใจตัวละครได้ชัดเจนมาก ฉันชอบที่เรื่อง รักกันใต้แสงจันทร์ ไม่ทำให้ตัวละครเป็นสีขาวหรือดำเกินไป ทุกคนมีความซับซ้อนและมีเหตุผลของตัวเอง ทำให้คนดูต้องคิดตามและเอาใจช่วยทุกตัวละคร
ฉันชอบการใช้แสงธรรมชาติในเรื่องนี้มาก โดยเฉพาะฉากที่แสงแดดส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาในห้องโรงพยาบาล สร้างบรรยากาศที่ทั้งอบอุ่นและเศร้าในเวลาเดียวกัน ฉากที่หญิงสาวชุดขาวนั่งข้างเตียงเพื่อนโดยมีแสงแดดส่องหลังนั้นช่างสวยงามและน่าจดจำ รักกันใต้แสงจันทร์ ใช้แสงและเงาเพื่อสื่ออารมณ์ได้เก่งมาก ทำให้ทุกฉากดูมีมิติและลึกซึ้ง
ฉากที่หญิงสาวในชุดขาวลายลูกไม้พยายามปลอบใจเพื่อนที่นอนโรงพยาบาล แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ ทำให้ฉันน้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัว การแสดงของนักแสดงในเรื่อง รักกันใต้แสงจันทร์ นั้นละเอียดอ่อนมาก โดยเฉพาะช่วงที่เธอชี้หน้าหมอด้วยความโกรธแค้น แต่สุดท้ายก็ต้องกลับมาจับมือคนเจ็บอีกครั้ง ช่างเป็นความขัดแย้งในใจที่ถ่ายทอดออกมาได้สมบูรณ์แบบ