ชอบการตัดต่อที่กระชับมาก จากฉากเผชิญหน้าในห้องผ้า สู่ฉากหิมะตกที่แสนหวาน การแสดงของนักแสดงนำสื่ออารมณ์ได้ดีมาก โดยเฉพาะตอนอุ้มลูกสาวขึ้นมา ทุกคนยิ้มแย้มจนคนดูยิ้มตาม เรื่องราวในรักกันใต้แสงจันทร์ พิสูจน์แล้วว่าความรักชนะทุกอุปสรรคจริงๆ
ฉากหิมะตกในเรื่องนี้สวยมาก แสงแดดที่ส่องผ่านเกล็ดหิมะทำให้ภาพดูมีมิติ การที่พระเอกนางเอกได้กลับมาอยู่ด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตาบนสะพาน มันคือฉากในฝันของคนดูเลยก็ว่าได้ รักกันใต้แสงจันทร์ สร้างโมเมนต์หวานๆ ที่ทำให้ใจพองโตได้ทุกครั้งที่ได้ดู
ถึงพระเอกนางเอกจะหล่อสวยมาก แต่หนูน้อยในชุดชมพูที่ถือลูกชิ้นวิ่งมานี่ขโมยซีนไปเลย! ฉากที่พ่ออุ้มลูกแล้วทั้งสามคนมองหิมะด้วยกัน มันคือภาพแห่งความสุขที่สมบูรณ์แบบที่สุด การดำเนินเรื่องในรักกันใต้แสงจันทร์ เร็วแต่ไม่รวบรัดจนเสียอารมณ์คนดู
ต้องชมคอสตูมในเรื่องนี้จริงๆ ชุดกี่เพ้าของนางเอกที่ประดับมุกดูหรูหราและเข้ากับยุคสมัยมาก ส่วนพระเอกในชุดสูทขาวก็ดูผู้ดีมีตระกูล ฉากบนสะพานที่มีสถาปัตยกรรมยุโรปเป็นฉากหลัง ยิ่งเสริมให้รักกันใต้แสงจันทร์ ดูเป็นละครย้อนยุคที่มีคุณภาพการผลิตสูงมาก
การข้ามเวลาสามปีในเรื่องนี้ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือการเติบโตของตัวละคร จากความตึงเครียดสู่ความเข้าใจและรักใคร่ ฉากสุดท้ายที่ทั้งสามคนยืนกอดกันมองวิวเมือง มันสื่อถึงความมั่นคงของครอบครัวได้ดีมาก ดูแล้วรู้สึกอิ่มเอมใจกับรักกันใต้แสงจันทร์ จริงๆ
ฉากเปิดเรื่องดูตึงเครียดมาก แต่พอข้ามเวลาไปสามปี บรรยากาศเปลี่ยนเป็นโรแมนติกสุดๆ หิมะตกเบาๆ กับชุดสีขาวของพระเอกนางเอกช่างเข้ากันดี เรื่องราวในรักกันใต้แสงจันทร์ ทำให้เห็นว่าการรอคอยมีค่าเสมอ ความสุขของครอบครัวเล็กๆ บนสะพานนั้นช่างอบอุ่นจนน้ำตาจะไหล