ชุดเครื่องแบบทหารสีน้ำเงินเข้มดูเท่มาก ตัดกับชุดกี่เพ้าสีขาวของเธอได้อย่างลงตัว ฉากในห้องโถงใหญ่ดูอลังการและทรงพลัง แต่กลับซ่อนความเหงาไว้ลึกๆ การที่เขารีบลุกขึ้นเมื่อได้ยินข่าว แสดงให้เห็นว่าเธอสำคัญต่อเขามากแค่ไหน แม้จะอยู่ในฐานะผู้บังคับบัญชาก็ตาม เรื่องราวในรักกันใต้แสงจันทร์ ดึงดูดให้ติดตามต่อไม่ไหว
ฉากในห้องทำงานช่างสะเทือนใจมาก สีหน้าของชายวัยกลางคนที่กำลังเซ็นเอกสารแล้วหยุดชะงัก บอกเล่าเรื่องราวความทุกข์ใจได้โดยไม่ต้องใช้คำพูดเยอะแยะ การที่เขาลูบหน้าและถอนหายใจ แสดงให้เห็นถึงภาระหนักอึ้งที่แบกไว้เพื่อลูกสาว ความรักของพ่อที่มีต่อลูกในรักกันใต้แสงจันทร์ ทำให้คนดูอย่างเราใจสลายตามไปด้วย
ชุดกี่เพ้าลูกไม้สีขาวของเธอช่างสวยงามและดูบริสุทธิ์ แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความกังวลและน้ำตาที่เอ่อคลอ การยืนนิ่งๆ รอคำตอบจากพ่อ เป็นฉากที่เงียบแต่ทรงพลังมาก แสงไฟในห้องทำงานช่วยเน้นอารมณ์หม่นหมองได้ดีสุดๆ ดูแล้วรู้สึกอินไปกับตัวละครมาก อยากรู้ว่าตอนจบเธอจะเลือกทางไหนในรักกันใต้แสงจันทร์
การตัดสลับระหว่างฉากโทรศัพท์ของทั้งสองคนทำได้ดีมาก สร้างความเชื่อมโยงทางอารมณ์ให้เห็นชัดเจน แม้จะอยู่คนละที่แต่ความรู้สึกส่งถึงกันเสมอ สายตาของเขาที่เปลี่ยนจากเย็นชาเป็นห่วงใยทันทีที่ได้ข่าว ช่างเป็นโมเมนต์ที่หวานปนเศร้า เรื่องราวในรักกันใต้แสงจันทร์ ทำให้เชื่อว่าความรักสามารถข้ามผ่านอุปสรรคใดๆ ก็ได้
โปรดักชั่นในเรื่องนี้ใส่ใจรายละเอียดมาก ทั้งโทรศัพท์หมุน โต๊ะทำงานไม้สัก และโคมไฟสีเขียว ให้ความรู้สึกย้อนยุคที่สมจริงสุดๆ ฉากในห้องโถงที่มีบันไดพรมแดงดูหรูหราและทรงอิทธิพลมาก การแต่งกายของตัวละครทุกตัวเข้ายุคเข้าสมัยมาก ดูแล้วเพลินตาสุดๆ คุ้มค่ากับการติดตามรักกันใต้แสงจันทร์ อย่างแน่นอน
ฉากเปิดเรื่องทำเอาใจสั่นทันทีเมื่อเห็นรอยเลือดบนหน้าผากของเธอ การสนทนาผ่านโทรศัพท์เก่าๆ สร้างบรรยากาศลึกลับและตึงเครียดมาก เหมือนมีอะไรซ่อนอยู่เบื้องหลังคำพูดหวานๆ ของเขา ในเรื่องรักกันใต้แสงจันทร์ ฉากนี้สื่อถึงความสัมพันธ์ที่เปราะบางแต่เต็มไปด้วยอารมณ์ที่ซับซ้อน การแสดงสีหน้าของเธอตอนวางสายช่างน่าสงสารจับใจ