ใครจะคิดว่าจุดเปลี่ยนสำคัญในเทพหมากล้อม จะมาจากเด็กน้อยชุดมอมแมมคนนี้ ตอนแรกก็นึกว่าเป็นแค่ตัวประกอบ แต่พอเห็นแววตาที่มุ่งมั่นตอนชี้มือสั่งการเท่านั้นแหละ รู้ทันทีว่าเด็กคนนี้ไม่ธรรมดา! การที่เธอกล้าเข้ามาแทรกกลางวงดวลของสองผู้ใหญ่ แสดงว่าต้องมีของดีแน่นอน อยากรู้เหลือเกินว่าเธอจะช่วยแก้เกมยังไง
ฉากที่หนุ่มชุดน้ำเงินเข้มผลักคู่แข่งจนล้มแล้วเลือดกำเดาไหล เป็นฉากที่สะท้อนความไร้ความปรานีของโลกใบนี้ได้ชัดเจนมาก ในเทพหมากล้อม การแพ้ชนะอาจหมายถึงความเป็นความตาย สีหน้าเย้ยหยันของผู้ชนะตัดกับภาพความเจ็บปวดของผู้แพ้อย่างชัดเจน มันทำให้เรารู้สึกอึดอัดแต่ก็อดไม่ได้ที่จะติดตามต่อว่าเรื่องราวจะจบอย่างไร
ชอบการเก็บรายละเอียดในเทพหมากล้อม มาก โดยเฉพาะตอนวางหมากสีดำลงบนกระดาน เสียงกระทบที่ดังชัดเจนในจังหวะที่เงียบสงัด มันเหมือนเสียงนาฬิกาชีวิตที่กำลังเดินถอยหลัง แสงเงาที่ตกกระทบใบหน้าของตัวละครแต่ละคนช่วยสื่ออารมณ์ความเครียดได้ดีมาก ไม่ต้องใช้คำพูดเยอะแต่คนดูเข้าใจความรู้สึกทันที
ดูเทพหมากล้อม แล้วรู้สึกเหมือนตัวเองนั่งอยู่ในศาลเจ้าแห่งนั้นจริงๆ การที่ตัวละครต้องคุกเข่าเล่นหมากล้อมท่ามกลางผู้คนรายล้อม มันสร้างความรู้สึกอึดอัดและกดดันแทนตัวละครมาก ทุกการขยับมือคือเดิมพันด้วยศักดิ์ศรีและชีวิต ฉากนี้ทำให้เห็นว่าบางครั้งสงครามที่ดุเดือดที่สุดไม่จำเป็นต้องใช้ดาบ แต่ใช้เพียงเม็ดหมากเล็กๆ ก็เพียงพอ
สิ่งที่ชอบที่สุดในเทพหมากล้อม คือการที่เรื่องสอนให้เราเห็นว่าความฉลาดอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีสติและจิตใจที่เข้มแข็งด้วย เห็นได้ชัดจากตัวละครหนุ่มชุดฟ้าที่แม้จะมีความสามารถแต่ก็เกือบพ่ายแพ้เพราะความกดดัน ในขณะที่เด็กน้อยกลับมีจิตใจที่นิ่งกว่า การดวลครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิค แต่เป็นเรื่องของจิตใจล้วนๆ เลย
ฉากเปิดเรื่องในเทพหมากล้อม ทำเอาขนลุกซู่เลย บรรยากาศในศาลเจ้าที่ดูขลังผสมกับความกดดันมหาศาล การดวลหมากล้อมครั้งนี้ไม่ใช่แค่เกม แต่มันคือการเดิมพันด้วยชีวิตจริงๆ สีหน้าของหนุ่มชุดฟ้าที่เริ่มซีดเผือดและเหงื่อตก แสดงให้เห็นว่าเขากำลังจนมุมแค่ไหน คนดูอย่างเราแทบจะกลั้นหายใจตามเลย