บรรยากาศในห้องประชุมที่เงียบสงัดถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิงเมื่อภาพแชทถูกฉายขึ้นจอใหญ่ สีหน้าของผู้ชายที่นั่งหัวโต๊ะเปลี่ยนจากมั่นใจเป็นตกตะลึงทันที ฉากนี้ถ่ายทำได้อินมาก โดยเฉพาะจังหวะที่ทุกคนหันมามองเขาพร้อมกัน มันคือความอับอายระดับสูงสุดที่ใครๆ ก็ไม่อยากเจอ การดำเนินเรื่องใน รักสายฟ้าแลบ เร็วและกระชับมาก ทำให้คนดูไม่ทันได้หายใจเลยด้วยซ้ำ อยากดูต่อทันทีว่าเขาจะแก้ตัวอย่างไร
ชอบการใส่รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ในเรื่อง เช่น การที่ตัวละครหลักทำท่าทางเหมือนคิดอะไรออกแล้วรีบพิมพ์มือถือ หรือสายตาที่มองเพื่อนร่วมงานอย่างมีเลศนัย ฉากเหล่านี้ทำให้ตัวละครดูมีมิติและฉลาดมาก ไม่ใช่แค่การทะเลาะกันธรรมดา แต่เป็นการวางแผนอย่างมีชั้นเชิง การดู รักสายฟ้าแลบ ทำให้รู้สึกว่าชีวิตจริงก็อาจมีเรื่องราวแบบนี้ซ่อนอยู่ก็ได้ แค่เราอาจไม่ทันสังเกตเท่านั้นเอง
ต้องยอมรับว่าฉากที่ภาพแชทถูกเปิดกลางที่ประชุมนั้นทั้งตลกและสะใจมาก โดยเฉพาะปฏิกิริยาของคนที่นั่งรอบโต๊ะที่พยายามกลั้นขำแต่ก็ทำไม่ได้ เรื่อง รักสายฟ้าแลบ เล่นกับอารมณ์คนดูได้ดีมาก เปลี่ยนจากบรรยากาศเครียดๆ ให้กลายเป็นความฮาแบบไม่ทันตั้งตัว การแสดงของนักแสดงทุกคนสมจริงมาก ทำให้เราอินไปกับสถานการณ์นั้นๆ จนลืมไปเลยว่านี่คือละคร
ตัวละครผู้ชายในเรื่องนี้ดูภูมิฐานมากในตอนแรก แต่พอความลับถูกเปิดเผยกลับกลายเป็นคนละคนเลย การแสดงออกทางสีหน้าและภาษากายของเขาตอนเห็นภาพในมือถือสะท้อนความผิดพลาดได้ชัดเจนมาก เรื่อง รักสายฟ้าแลบ ไม่ได้แค่เล่าเรื่องการแก้แค้น แต่ยังสอนเรื่องการวางตัวในที่ทำงานด้วย ว่าอย่าคิดว่าตัวเองอยู่เหนือใคร เพราะวันหนึ่งอาจถูกเปิดโปงแบบไม่มีทางสู้ก็ได้
ฉากที่ใช้มือถือเป็นเครื่องมือในการแก้แค้นนั้นทันสมัยและน่าสนใจมาก การที่ตัวละครหลักสามารถส่งข้อมูลสำคัญไปยังจอโปรเจคเตอร์ได้ทันที แสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีสามารถเป็นได้ทั้งเครื่องมือสร้างและทำลาย เรื่อง รักสายฟ้าแลบ นำเสนอประเด็นนี้ได้อย่างชาญฉลาด ทำให้คนดูต้องกลับมาคิดว่าการใช้โซเชียลมีเดียหรือแอปแชทในชีวิตประจำวันนั้นมีความเสี่ยงแค่ไหน ถ้าไม่ระวังอาจกลายเป็นเครื่องมือทำร้ายตัวเองได้