นักแสดงในเรื่องนี้เก่งมากในการใช้สีหน้าสื่ออารมณ์ โดยเฉพาะหญิงชุดฟ้าที่ดูตกใจและกังวล หรือชายใส่แว่นที่ถูกกดดันจนหน้าซีด ไม่ต้องมีบทพูดเยอะก็เข้าใจความรู้สึกของตัวละครได้ทันที รักสายฟ้าแลบ เป็นเรื่องที่เน้นการแสดงมากกว่าคำพูด ซึ่งทำให้คนดูรู้สึกอินไปกับสถานการณ์มากขึ้น การแสดงแบบนี้หาได้ยากในซีรีส์ยุคใหม่
ฉากออฟฟิศในเรื่องนี้ไม่ได้เป็นแค่สถานที่ทำงานธรรมดา แต่เป็นเวทีของความขัดแย้งและความลับ แต่ละโต๊ะทำงานดูเหมือนจะมีเรื่องราวของตัวเอง การที่ตัวละครเดินไปมาและมองกันด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหมาย ทำให้เรารู้สึกว่าที่นี่คือสนามรบแบบเงียบๆ รักสายฟ้าแลบ สร้างบรรยากาศแบบนี้ได้ดีมาก คนดูจะรู้สึกเหมือนตัวเองนั่งอยู่ในออฟฟิศนั้นด้วย
ตอนที่ชายใส่เสื้อกั๊กบังคับให้อีกฝ่ายดูรูปในมือถือ เป็นช่วงที่ความลับเริ่มถูกเปิดเผย คนดูจะรู้สึกตื่นเต้นว่าเรื่องนี้จะลงเอยอย่างไร การที่ตัวละครถูกกดดันจนต้องยอมรับความจริง แสดงให้เห็นว่าความลับไม่สามารถซ่อนได้ตลอดไป รักสายฟ้าแลบ สอนเราว่าความจริงมักจะชนะในที่สุด แม้จะต้องผ่านความเจ็บปวดมาก่อนก็ตาม ฉากนี้ทำให้คนดูต้องกลั้นหายใจ
เรื่องรักสายฟ้าแลบ แสดงให้เห็นว่าความสัมพันธ์ในออฟฟิศไม่ได้มีแค่เรื่องงาน แต่ยังมีความรู้สึกส่วนตัวและความลับซ่อนอยู่ การที่ตัวละครมีปฏิกิริยาต่อกันอย่างรุนแรง แสดงว่าพวกเขามีประวัติร่วมกันมาก่อน ฉากต่างๆ ในเรื่องทำให้เราเข้าใจว่ามนุษย์มีความซับซ้อนแค่ไหน การทำงานร่วมกันอาจนำไปสู่ทั้งความรักและความเกลียดชังได้เหมือนกัน
ฉากสุดท้ายที่ขึ้นคำว่ายังไม่จบสิ้นทำให้คนดูรู้สึกหงุดหงิดแต่ก็ตื่นเต้น เพราะอยากรู้ว่าเรื่องจะดำเนินต่อไปอย่างไร การที่ชายใส่แว่นยังถูกกดดันและชายใส่เสื้อกั๊กยังถือมือถืออยู่ แสดงว่าเรื่องยังไม่จบง่ายๆ รักสายฟ้าแลบ รู้จักสร้างจุดหยุดที่สมบูรณ์แบบ ทำให้คนดูต้องรอคอยตอนต่อไปอย่างใจจดใจจ่อ นี่คือศิลปะของการเล่าเรื่องที่ทำให้คนดูติดหนึบ