ฉากที่ชายชุดดำแอบมองหญิงชุดชมพูจากหลังฉากกั้นไม้ มันช่างเต็มไปด้วยความอัดอั้นตันใจ เขาอยากเข้าไปหาแต่ต้องเก็บความรู้สึกไว้ ดูแล้วใจสลายแทนจริงๆ ในเรื่อง ฝ่าบาทได้โปรด อย่าหนีข้าเลย ฉากแบบนี้ทำให้รู้ว่ารักเขาแค่ไหน แม้จะอยู่ใกล้แค่เอื้อมแต่กลับไกลแสนไกล การแสดงสีหน้าของพระเอกบอกเล่าเรื่องราวได้ดีมากโดยไม่ต้องพูดอะไรออกมาเลยสักคำ
ใครสังเกตเห็นลูกกลมๆเรืองแสงในมือหญิงชุดชมพูบ้าง มันช่างลึกลับน่าค้นหา เธอดูเหมือนจะควบคุมมันได้อย่างง่ายดาย แต่ทำไมต้องซ่อนไว้ด้วยนะ เนื้อเรื่อง ของ ฝ่าบาทได้โปรด อย่าหนีข้าเลย เริ่มน่าสนใจขึ้นเรื่อยๆเมื่อรู้ว่าเธอไม่ใช่หญิงธรรมดาทั่วไป แสงสว่างนั้นอาจจะเป็นกุญแจสำคัญบางอย่างที่ทุกคนรอคอยอยู่ก็ได้ รอดูตอนต่อไปว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับพลังนี้
ต้องชมทีมโปรดักชั่นที่เนรมิตฉากในวังได้สวยงามมาก แสงเทียนสลัวๆตัดกับชุดสีดำและชมพูได้ลงตัวสุดๆ มันช่วยเสริมอารมณ์ความเหงาและความหวังในเวลาเดียวกัน ดูหนังเรื่อง ฝ่าบาทได้โปรด อย่าหนีข้าเลย แล้วรู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในยุคโบราณจริงๆ เครื่องแต่งกายละเอียดทุกกระเบียดนิ้ว ทำให้การรับชมผ่านแอปดูหนังอรรถรสเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวเลยล่ะ
ตัวละครหญิงชุดเขียวก็มีส่วนสำคัญไม่น้อยเลยนะ เธอคอยอยู่ข้างๆหญิงชุดชมพูคอยให้กำลังใจเวลาทุกข์ใจ ความสัมพันธ์ของพวกเธอดูจริงใจมาก ไม่ใช่แค่บทตัวประกอบธรรมดาๆ ใน ฝ่าบาทได้โปรด อย่าหนีข้าเลย ทุกตัวละครมีมิติของตัวเอง น่าสนใจตรงที่เธอรู้ความลับบางอย่างหรือไม่ การแสดงสีหน้ากังวลตอนคุยกันทำให้คนดูอินไปกับสถานการณ์นั้นๆด้วย
ไม่ต้องสัมผัสแค่สบตาก็จับใจได้หมดแล้ว พระเอกกับนางเอกมีเคมีที่เข้ากันมากๆ แม้จะยังไม่ได้พูดกันตรงๆแต่สายตาคู่นั้นบอกทุกอย่าง ฉากจ้องตากันใกล้ๆใน ฝ่าบาทได้โปรด อย่าหนีข้าเลย ทำเอาคนดูเขินแทนเลย อยากให้พวกเขาเปิดใจคุยกันเร็วๆเกินจะทนดูความอึดอัดนี้แล้ว แต่ก็นั่นแหละความสนุกมันอยู่ที่การลุ้นว่าเมื่อไหร่จะรู้ใจกันสักที
ตอนจบฉากที่หญิงชุดชมพูยิ้มออกมาอย่างมั่นใจหลังจากกำแสงไว้ในมือ มันช่างน่าสงสัยยิ่งนัก เธอวางแผนอะไรไว้แน่หรือว่าเธอพบทางออกแล้วกัน รอยยิ้มนี้เปลี่ยนอารมณ์จากเหงาเป็นมีความหวังทันที ใน ฝ่าบาทได้โปรด อย่าหนีข้าเลย ทุกการเคลื่อนไหวมีความหมายซ่อนอยู่เสมอ คนดูอย่างเราๆก็ทำได้แค่คาดเดาไปตามเรื่องราวที่ค่อยๆคลี่คลายออกมาทีละนิดเท่านั้นเอง