การเปลี่ยนฉากมาที่โรงพยาบาลทำให้เห็นความเปราะบางของตัวละครหลักอย่างชัดเจน แผลที่มือและการดูแลเอาใจใส่จากหญิงชราดูอบอุ่นแต่ก็แฝงไปด้วยความกดดัน การที่ชายหนุ่มในชุดสูทเข้ามาพูดคุยด้วยท่าทีจริงจังยิ่งทำให้บรรยากาศหนักอึ้งขึ้น เหมือนทุกคำพูดมีความหมายซ่อนเร้น การแสดงสีหน้าของตัวละครแต่ละคนในเล่ห์รักลวงใจ สื่ออารมณ์ได้ดีมากจนคนดูต้องนั่งจับผิดกันไปหมด
ฉากที่หญิงสาวในชุดเดนิมสีน้ำเงินมายืนแอบฟังอยู่ที่ประตูห้องเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้คนดูเริ่มสงสัยในความสัมพันธ์ของทุกคน สายตาที่มองผ่านช่องประตูเต็มไปด้วยความกังวลและความอยากรู้ อยากจะกระโดดเข้าไปถามเลยว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ การตัดสลับระหว่างคนในห้องกับคนนอกห้องสร้างความลุ้นระทึกได้ดีมาก เป็นเทคนิคการเล่าเรื่องในเล่ห์รักลวงใจ ที่ทำให้เราต้องติดตามทุกวินาที
ฉากในร้านกาแฟที่ดูเรียบง่ายกลับกลายเป็นจุดคลี่คลายปมสำคัญ การที่หญิงสาวในชุดเดนิมยื่นซองจดหมายให้พนักงานเสิร์ฟพร้อมกับรอยยิ้มที่ดูมีเลศนัย ชวนให้สงสัยว่าข้างในนั้นมีอะไรกันแน่ ปฏิกิริยาของพนักงานเสิร์ฟที่เปลี่ยนจากปกติเป็นตื่นเต้นยิ่งยืนยันว่านี่คือของสำคัญ ฉากนี้ในเล่ห์รักลวงใจ พิสูจน์แล้วว่าไม่ต้องใช้เอฟเฟกต์อลังการ ก็สร้างดราม่าได้กินใจคนดู
ตลอดทั้งเรื่องเราจะได้เห็นการพัฒนาของตัวละครที่ค่อยๆ เผยตัวตนออกมาทีละนิด จากหญิงสาวผู้บาดเจ็บกลายเป็นผู้ถือกุญแจสำคัญ ความสัมพันธ์ระหว่างหญิงชราและหญิงสาวดูซับซ้อนเกินกว่าจะเป็นแค่ความเมตตาธรรมดา การดำเนินเรื่องในเล่ห์รักลวงใจ ทำได้ลื่นไหลไม่ยืดเยื้อ แต่ละฉากเชื่อมต่อกันอย่างมีเหตุผล ทำให้คนดูรู้สึกเหมือนได้ร่วมสืบสวนหาความจริงไปพร้อมกับตัวละครหลักอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ฉากเปิดเรื่องในงานศพที่ดูเงียบเหงาแต่กลับเต็มไปด้วยความตึงเครียด หญิงสาวในชุดยีนส์ที่บาดเจ็บสาหัสพยายามจะลุกขึ้นท่ามกลางความโศกเศร้า การปรากฏตัวของหญิงชราในชุดสีน้ำตาลที่เข้ามาช่วยเหลือดูเหมือนจะเป็นแสงสว่างเดียวในความมืด แต่สายตาที่จับจ้องกันกลับซ่อนความลับบางอย่างไว้ เรื่องราวในเล่ห์รักลวงใจ เริ่มต้นได้ น่าตื่นเต้น มากจนคาดเดาไม่ได้ว่าใครคือผู้ร้ายตัวจริง